เราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่า “รวยก่อนแก่” และจะพอใช้เมื่อเราเกษียณก่อนวัย คำถามนี้อาจจะดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วเป็นคำถามที่ตอบยากอยู่เหมือนกัน เพราะน้อยคนที่จะตอบได้ว่าเราต้องมีเงินเท่าไหร่จึงพอจะใช้หลังจากเกษียณ เนื่องจากมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย
ฉะนั้นท่านใดที่กำลังวางแผนเกษียณก่อนวัย ต้องรู้จักองค์ประกอบในการวางแผน ว่าควรพิจารณาในเรื่องใดบ้าง ถึงจะให้รอบคอบที่สุด และให้มีเงินใช้อย่างเพียงพอหลังจากเกษียณ เมื่อเข้าใจองค์ประกอบว่าเราต้องพิจารณาในเรื่องใดบ้าง การวางแผนการออมเงินก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว เพราะเรารู้ตัวเลขที่ชัดเจน ว่าเราจะต้องออมเงินอีกเท่าไหร่ จึงจะทำให้รวยก่อนแก่ และพอใช้หลังจากเกษียณ
การวางแผนเกษียณอายุ คืออะไร?
การวางแผนการเงินเพื่อเกษียณอายุ เป็นกำหนดว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร มีไลฟ์สไตล์แบบไหนหลังจากวัยทำงาน ต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราต้องวางแผนเอาไว้ก่อนที่จะเกษียณ
ซึ่งความจริงแล้วการเกษียณไม่จำเป็นต้องอายุ 60 เสมอไป เราสามารถเกษียณตอนไหนก็ได้ ถ้าหากมีเงินออมเพียงพอ อย่างคนที่รวยต้องแต่อายุยัง 35 ก็สามารถเกษียณตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย อยู่ที่การวางแผนของเราเองว่าจะเลือกเกษียณตอนไหน
องค์ประกอบสำคัญของการวางแผนการออมเงินเพื่อ “รวยก่อนแก่”
เชื่อว่าหลายคนต้องการรวยอยู่แล้ว แต่ที่แตกต่างกันก็คือ บางคนรู้ว่าองค์ประกอบของคนที่จะรวยนั้นมีอะไรบ้าง แต่บางคนไม่รู้ ฉะนั้นคนที่อยากจะรวยก่อนแก่ หรืออยากเกษียณก่อนวัย ต้องรู้จักองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1.กำหนดเป้าหมายทางการเงินของตนเอง
- เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งเลยก็ว่าได้ในการวางแผนเกษียณก่อนวัย เป็นการกำหนดเป้าหมายทางการเงินที่เราต้องการบรรลุในอนาคต
- วิธีการตั้งเป้าหมายที่ดีนั้น ต้องเป็นไปตามกลยุทธ์ SMART คือ เจาะจง วัดผลได้ บรรลุได้ มีความเกี่ยวข้อง และมีกำหนดเวลา
- เมื่อทราบเป้าหมายสุดท้ายแล้ว ต่อไปเราก็สามารถคำนวณตัวเลขและวางแผนการออมเงินเพื่อให้มั่นใจว่าเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้นั้นจะสำเร็จตามเป้าแน่นอน
2.จัดทำแผนการเงินและการออม
- การวางแผนการเงินและการออมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวางแผนเกษียณก่อนวัย
- ขั้นแรก ให้กำหนดก่อนว่าต้องการออมเงินเท่าไหร่ในแต่ละเดือน ถึงจะบรรลุตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
- หลังจากที่ได้ตัวเลขมาแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการวางแผนการเงิน รายรับ-รายจ่าย ในแต่ละหมวดหมู่ ว่าจะจัดการอย่างไร เพื่อให้มีเงินออมตามเป้าหมายที่ได้วางเอาไว้
- การวางแผนการเงินและการออมนั้น ต้องกำหนดให้เหมาะสมกับอาชีพที่เราทำ และไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อจะได้ไม่เป็นการกดดันตัวเองเกินไป
3.วางแผนการลงทุน
- การออมเงินเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้เรา “รวยก่อนแก่” จนสามารถเกษียณก่อนวัยได้ ต้องมีการลงทุนเข้ามาช่วยด้วย ถึงจะทำให้เป้าหมายสำเร็จได้ง่ายขึ้น
- แต่ก่อนที่เราจะลงทุนในทรัพย์สินประเภทใด ต้องทำการศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน รวมถึงการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญให้มั่นใจ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุน
- ทรัพย์สินแต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การลงทุนที่ดีที่สุดก็คือ การเลือกลงทุนสินทรัพย์ที่เราสามารถยอมรับความเสี่ยงได้
4.การวางแผนจัดการความเสี่ยง
- เมื่อวางแผนการออมไปสู่ความรวยแล้ว สิ่งที่ห้ามขาดเลยก็คือ การจัดการความเสี่ยงระหว่างที่เกษียณนั้นด้วย
- ซึ่งความเสี่ยงที่ต้องเจอหลังจากเกษียณ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ ความผันผวนของตลาด และความเสี่ยงด้านโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้เงินออมหมดก่อนกำหนด
- วิธีหนึ่งในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้คือ การกระจายความเสี่ยง เช่น การทำประกันบ้าน ประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุ ประกันความพิการ และประกันชีวิต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสบายใจมากขึ้นได้
วิธีการคำนวณเงินที่ต้องมีเพื่อเกษียณก่อนวัย
เป้าหมายทางการเงินสำหรับความรวยของแต่ละคนนั้นจนสามารถเกษียณก่อนวัยได้นั้น ตัวเลขย่อมไม่เท่ากันแน่นอน อยู่ที่เราจะกำหนดว่าจะมีไลฟ์สไตล์อย่างไร มีเป้าหมายแบบไหนบ้าง ซึ่งการคำนวณตัวเลขนั้นสามารถทำได้ตามสูตรด้านล่างต่อไปนี้คือ
1. กำหนดอายุที่จะเกษียณและจำนวนเงินที่ต้องมี ณ วันเกษียณ
การกำหนดอายุว่าเราจะเกษียณตอนอายุเท่าไหร่ จะทำให้รู้ว่าเรามีเวลาออมเงินอีกกี่ปี ถึงจะเพียงพอกับตัวเลขที่เราได้ตั้งไว้ เพื่อให้เพียงพอหลังจากที่เกษียณก่อนวัย โดยสูตรที่ใช้ในการคำนวณคือ

ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณต่อปี* X จำนวนปีที่คิดว่ามีชีวิตหลังเกษียณ = เงินออมที่ต้องมีในวันเกษียณ
ตัวอย่าง
นายสมต้องการเกษียณตอนอายุ 40 และคาดว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณต่อไปได้อีก 35 ปี โดยค่าใช้จ่ายที่คาดว่าต้องใช้หลังจากเกษียณอายุคือ 50,000 บาทต่อเดือน หรือ 600,000 บาทต่อปี
เพราะฉะนั้นนายสมต้องมีเงินออมเท่ากับ 600,000 x 35 = 21,000,000 บาท
หมายเหตุ : ต้องบอกก่อนว่าสูตรนี้เป็นการคำนวณหาตัวเลขค่าใช้จ่ายอย่างง่ายๆ เท่านั้น และยังไม่ได้คิดรวมอัตราเงินเฟ้อซึ่งเฉลี่ยปีละ 3% ต่อไปเข้าไปด้วย และหากรวมอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วยแล้ว นายสมอาจจะต้องมีเงินเก็บมากกว่านี้ประมาณ 2 เท่าเลยก็ได้
2.วิธีคำนวณอัตราเงินเฟ้อ
เราจะรู้ตัวเลขเงินออมที่ต้องมีที่แท้จริงได้นั้น ต้องคิดอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย ซึ่งวิธีการคิด สามารถดูได้จากสูตรด้านล่างนี้

จำนวนเงินออมที่คาดว่าจะใช้หลังเกษียณ *(1+อัตราเงินเฟ้อ)^จำนวนปีที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อหลังจากเกษียณ = เงินออมที่ต้องมีในวันเกษียณ
สำหรับตัวเลข จำนวนเงินออมที่คาดว่าจะใช้หลังจากเกษียณนั้น เราจะอ้างอิงจจากตัวอย่างแรก และเนราจะกำหนดให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต่อปี
ก็จะได้ตัวเลขที่แท้จริงดังนี้คือ 21,000,000 *(1+3%) ^35 = 59,081,400 บาท
ตอนนี้เราก็เห็นตัวเลขที่แท้จริงแล้วว่า เพิ่มขึ้นเยอะกว่าเดิมอีกเท่าตัวเลขทีเดียว เพราะฉะนั้นการวางแผนการออมเงินเพื่อให้ “รวยก่อนแก่” และเพื่อเกษียณก่อนวัยนั้น ต้องวางแผนให้รอบคอบที่สุด
การตั้งเป้าหมายในการออมเงิน
หลังจากที่เราได้ทราบเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจนแล้ว ว่าต้องการจำนวนเงินเท่าไหร่ถึงจะพอใช้ตลอดอายุการเกษียณก่อนวัย ต่อไปเราก็จะมีขั้นตอนการวางแผนในส่วนอื่น เพื่อให้เป้าหมายที่วางเอาไว้สำเร็จได้ทันเวลา
1.กำหนดเป้าหมายการเกษียณอายุที่ชัดเจน

- เป็นการกำหนดว่าเราจะเกษียณตอนไหน อายุเท่าไหร่ มีเป้าหมายอะไรบ้างที่ต้องการประสบความสำเร็จ เพื่อจะได้รู้ระยะเวลาในการออมเงินให้เพียงพอกับเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้
- การตัดสินใจว่าเราจะเกษียณตอนไหนนั้น ให้ดูจากตัวเลขเงินออมในบัญชี ว่าเรามีเพียงพอใช้หรือไม่ ตรงกับเป้าหมายที่วางเอาไว้ หรือมากกว่าหรือเปล่า เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินใช้ตลอดอายุเกษียณ
- นอกจากนี้เราต้องคำนวณค่าใช้จ่ายหลังจากเกษียณด้วยว่า จะมีประมาณเท่าไหร่ในแต่ละหมวด เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าท่องเที่ยว ค่ารักษาพยาบาล ค่าบ้าน เป็นต้น อันนี้ก็ต้องวางแผนให้รอบคอบเช่นกัน
- สำหรับตัวเลขค่าใช้จ่ายจะเป็นเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และสถานะภาพครอบครัวของแต่ละท่าน บางท่านมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ ก็อาจจะต้องมีเงินออมที่สูงหน่อย เป็นต้น
2.เริ่มต้นการออมเงินเพื่อเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ

- หลังจากที่รู้เป้าหมายที่ต้องการแล้ว แนะนำว่าให้เริ่มออมเงินเพื่อเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งเหตุผลหลายที่ทำให้การออมเงินตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เพราะว่า
- ช่วยลดความเครียดด้านการเงิน เพราะเรามีระยะเวลาในการออมที่มากขึ้น ไม่กดดันตัวเอง
- ได้รับดอกเบี้ยทบต้นเพิ่มมากขึ้น จากเงินออมเพื่อเกษียณและเงินลงทุน ซึ่งจะเห็นผลดีมากในระยะยาว
- ช่วยให้รับมือกับความผันผวนของตลาดซึ่งอาจทำให้แผนการเกษียณอายุของคุณต้องหยุดชะงักได้
- มีอิสระทางการเงินมากขึ้น เพราะสามารถเลือกใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้
- สามารถที่จะเกษียณก่อนกำหนดได้อย่างสบาย ไม่จำเป็นต้องรอตอนแก่เสมอไป
3.วางแผนการเงินและยึดตามแผนนั้น

- การวางแผนการเงินเป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงิน เพียงแค่คุณรู้จักวางแผนการเงินและปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างมีวินัย
ขั้นตอนในการวางแผนการเงิน
- ติดตามรายรับ-รายจ่ายในแต่ละเดือน โดยการจดรายการค่าใช้จ่ายประจำทั้งหมดที่คุณจ่ายในแต่ละหมวด รวมถึงหนี้ ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร ให้คำนวณตัวเลขเฉลี่ยต่อเดือนว่าเป็นตัวเลขเท่าไหร่
- พิจารณาค่าใช้จ่ายในส่วนที่สามารถลดลงหรือตัดออกไปได้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเอาเงินส่วนนี้ไปเก็บออม
- กำหนดจำนวนเงินที่ต้องการออมในแต่ละเดือน ซึ่งต้องเป็นตัวเลขที่เหมาะสมและสามารถทำได้จริง ไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายหลักและไม่เป็นการกดดันตนเองเกินไป
4.ใช้เงินให้น้อยกว่ารายได้ที่ได้รับ

- ข้อนี้สำคัญเหมือนกัน คือเราต้องใช้เงินให้น้อยกว่ารายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน เพราะหลายคนมีนิสัย “ใช้เงินเกินรายได้”
- วิธีที่จะช่วยได้ก็คือ ทุกครั้งที่เราจะซื้อของอะไร ให้พิจารณาให้ดีก่อน ว่าของที่เราต้องการนั้นจำเป็นต่อชีวิตเราจริงๆ หรือเพียงแค่อยากตามกิเลส ตามเพื่อนให้ทันกันแน่
- ถ้าหากพิจารณาดูแล้วว่าของสิ่งไหนที่ไม่จำเป็น ไม่สำคัญจริงๆ ก็ไม่ต้องซื้อ แบบนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยลงไปได้
5.ชำระหนี้ให้หมดเร็วที่สุด

- หนี้สินเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้การออมเงินของเราประสบความสำเร็จ
- ควรวางแผนการชำระหนี้ให้รอบคอบ โดยเฉพาะหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เพราะหนี้เหล่านี้จะส่งผลกระทบเยอะมากกับรายได้ของเรา
- เวลาชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง แนะนำว่าควรชำระให้มากกว่าเงินขั้นต่ำ เพื่อให้หนี้หมดเร็วที่สุด
- เมื่อไหร่ที่เราชำระหนี้จนหมดแล้ว เมื่อนั้นเราจะมีกำลังใจ และมีพลังที่จะทำเป้าหมายการออมให้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น
6.ทำบัญชีเงินออมสำรองฉุกเฉิน

- ชีวิตของเราเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดคิดเสมอ อยู่ดีๆ ก็อาจจะมีเหตุให้ต้องใช้เงินด่วนก็ได้
- เงินออมสำรองฉุกเฉิน จะช่วยให้ชีวิตของเราปลอดภัยขึ้น และสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะเป็น รถเสีย เข้ารับการรักษาพยาบาล ซ่อมบ้าน ของใช้ในบ้านพัง เป็นต้น
- การทำบัญชีเงินออมสำรองฉุกเฉินนั้น ต้องแยกจากบัญชีที่ใช้จ่ายทั่วไป และเงินในส่วนนี้ จะใช้เฉพาะตอนที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นจริงๆ เท่านั้น
- เงินออมสำรองฉุกเฉิน ควรมีเพียงพอสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายทุกอย่างใน 3-6 เดือน
7.วางแผนการลงทุน

- การวางแผนลงทุน จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จตามเป้าได้เร็วขึ้น เพราะลำพังการออมเงินอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ และอาจไม่ทันเวลา
- การลงทุนในสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว ถือว่าเป็นการลงทุนที่เสี่ยง การลงทุนที่ดีนั้น ต้องมีการกระจายความเสี่ยงออกไปด้วย นอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไรแล้ว ยังลดความเสี่ยงได้ดีอีกต่างหาก
ระดับความเสี่ยงของการลงทุนแต่ละประเภท
- การลงทุนความเสี่ยงสูง ได้แก่ อนุพันธ์ กองทุนรวมหุ้น หุ้นสามัญ กองทุนรวมน้ำมัน กองทุนรวมทองคำ
- การลงทุนความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว ตราสารหนี้ภาคเอกชน กองทุนรวมผสม
- การลงทุนความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์ เงินฝาก กองทุนรวมตลาดการเงิน ตราสารหนี้ภาครัฐ
8.เริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

- เมื่อเราเป็นเจ้าของบริษัท เมื่อนั้นเราจะมีศักยภาพที่จะทำกำไรได้ทั้งหมด ซึ่งหากธุรกิจประสบความสำเร็จ คุณอาจกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านหรือแม้แต่เศรษฐีพันล้านก็ได้
- หากท่านใดที่มีศักยภาพ และอยากสำเร็จเร็วๆ การเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดอีกทางหนึ่ง
9.ทบทวนและปรับแผนอย่างสม่ำเสมอ

- แม้ว่าตอนแรกเราจะวางแผนไว้ดีขนาดไหน แต่ก็อาจจะยังไม่ดีพอก็ได้
- ฉะนั้นควรทบทวนแผนการและปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมอยู่เสมอ ให้ทำเป็นประจำทุกเดือน หรือทุก 3 เดือนก็ได้ เพื่อให้มั่นใจว่าแผนของเรามีการเติบโตอยู่ตลอดเวลา
- หากมีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น ก็จะแก้ไขได้ทันเวลาด้วย โดยเฉพาะหลังจากที่มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ อะไรเกิดขึ้นในชีวิต เช่น การซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ในกรณีแบบนี้ เราจะต้องทบทวนแผนการทุกครั้ง
10.ขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ

- เพราะทุกคนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน ดังนั้นการวางแผนที่เกี่ยวกับการเงิน อาจเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ
- การทำงานร่วมกับนักวางแผนการเงินที่เชี่ยวชาญ เป็นทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณพบว่าการเงินของคุณซับซ้อนและยากต่อการจัดการด้วยตัวเอง
- ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถช่วยคุณสร้างกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ วางแผนกระจายการลงทุนของคุณ และใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี ซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก
- ฉะนั้นการเลือกที่ปรึกษาทางการเงิน ควรเลือกให้รอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์และตรงกับจุดประสงค์ของเราที่สุด
สรุปท้ายบท
การที่เราจะเป็นคนรวยหรือเป็นเศรษฐีนั้นไม่ได้หมายความถึงการหารายได้มากมายแค่อย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการวางแผนทางการเงินที่มั่นคงและยึดมั่นกับแผนนั้น ดังนั้นการวางแผนด้านการเงินและการออม จึงเป็นสิ่งสำคัญประการแรก ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตและมีโอกาส “รวยก่อนแก่” ได้
เชื่อว่าหลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ล้วนมีเป้าหมายอยากจะรวยก่อนแก่ด้วยกันทุกคน ดังนั้นควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้ได้แล้ว เพราะยิ่งเรามีเวลามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นเท่านั้น ทั้งโอกาสในการออมเงิน และโอกาสในการลงทุน ดีกว่าไปรู้ตัวตอนที่ตัวเองหมดแรงแล้ว แบบนั้นคงไม่ทันการแน่นอน เริ่มต้นตั้งแต่ที่เรายังมีพลังกาย พลังใจเต็มเปี่ยมนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว

